กรุงศรีอยุธยาเคยได้ชื่อว่าเวนิสตะวันออก เมื่อมาถึงเมืองนี้แล้ว ต้องไม่พลาดมาเยือนพิพิธภัณฑ์เรือไทย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีเรือจำลองประเภทต่างๆ ให้ชมมากมาย เพื่อเรียนรู้ว่าในอดีต ราชธานีแห่งนี้ซึ่งมีคูคลองเป็นเส้นทางสัญจรหลัก ผู้คนใช้เรือประเภทใดเป็นพาหนะกันบ้าง และเรือแต่ละประเภทมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
อาคารพิพิธภัณฑ์เรือไทยเป็นเรือนไทยสองชั้น ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านพักของอาจารย์ไพฑูรย์ ขาวมาลา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น ด้วยใจรักและสนใจเรื่องเรือไทย ทั้งยังผูกพันกับเรือและน้ำมาตั้
วัดวรเชษฐารามหรือ วัดวรเชษฐ์ เป็นพระอารามหลวงเก่า ตั้งอยู่ภายในเกาะเมือง ระหว่างวัดโลกยสุธารามและวัดวรโพธิ์ ซึ่งเคยเป็นเขตพระราชวังหลัง หรือที่เรียกว่า สวนกระต่าย วัดนี้ไม่มีประวัติความเป็นมาอย่างแน่ชัด มีข้อสันนิษฐานหลายทาง ทางหนึ่งเชื่อว่า สมเด็จพระเอกาทศรถโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2136 เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายสมเด็จพระนเรศวร พระเชษฐา ณ บริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ รวมทั้งประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระองค์ไว้ในเจดีย์ประธาน
แต่เนื่องด้วยวัดวรเชษฐารามของอยุธยา มีอยู่สองแห่งด้วยกัน คือ วัดวรเ
วัดสุวรรณดารารามเป็นวัดสำคัญของราชวงศ์จักรี และมีชื่อเสียงในเรื่องภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในอุโบสถและในวิหาร ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร หากได้มาเยือนกรุงเก่าแล้วก็ไม่ควรพลาดในการมาเยี่ยมชมวัดนี้
เดิมวัดนี้ชื่อ วัดทอง เป็นวัดที่พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สร้างขึ้นบนนิวาสสถานเดิม และกลายเป็นวัดร้างไปหลังการเสียกรุงเมื่อปี พ.ศ. 2310 ต่อมารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งวัดขึ้นใหม่ และพระราชทานนามว่า วัดสุวรรณดาราราม
สิ่งซึ่งโดด
วัดพุทไธศวรรย์ตั้งอยู่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตรงข้ามกับปากคลองท่อหรือคลองฉะไกรใหญ่ ตัววัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไม่ได้หันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ในอดีตบริเวณรอบวัดเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวต่างชาติ ทั้งชาวจีน มุสลิม โปรตุเกส ญวน และฝรั่งเศส ดังปรากฏร่องรอยมาจนปัจจุบัน
วัดพุทไธศวรรย์เป็นวัดเก่าแก่ของกรุงศรีอยุธยา มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ครั้งสร้างกรุง ดังหลักฐานเอกสารในพระราชพงศาวดารบางฉบับกล่าวว่า พระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น ในบริเวณที่เรียกว่า “เวียงเหล็ก” ซึ
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า ในปี พ.ศ. 2232 สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯ ให้สร้างวัดบรมพุทธารามขึ้นในบริเวณย่านป่าตอง อันเป็นนิวาสสถานเดิมหรือบ้านเดิมของพระองค์ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยโปรดฯ ให้สถาปนากำแพงแก้ว พระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เสนาสนะ กุฎี แล้วให้หมื่นจันทราช ช่างเคลือบ ให้ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ สร้างอยู่ 2 ปีจึงแล้วเสร็จ ทรงถวายนามพระอารามว่า “วัดบรมพุทธาราม” แล้วสมโภชฉลอง 3 วัน 3 คืน มีฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา
วัดนี้ยังมี
เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1967 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระบรมเชษฐาทั้งสองพระองค์ คือ เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ซึ่งได้ทำการสู้รบกัน ภายหลังพระราชบิดาคือสมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จสวรรคต ในครั้งนั้นเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ต่างยกพลเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อหมายในราชสมบัติ จึงเกิดการชนช้างกันขึ้น ณ สะพานป่าถ่าน จนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์
เจ้าสามพระยาซึ่งเสด็จลงมาจากเมืองชัยนาทในภายหลัง จึงได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด
พระราชวังจันทรเกษม สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นประมาณปีพ.ศ.2120 ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา เพื่อใช้เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยามเสด็จจากเมืองพิษณุโลก เพื่อมาเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อตำแหน่งวังหน้าถูกสถาปนาขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นที่ประทับของวังหน้าเรื่อยมา นับตั้งแต่ สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทัก
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยว เป็นอีกแห่งที่จัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งให้ภาพรวมของกรุงศรีอยุธยา เหมาะสำหรับการทำความเข้าใจอดีตราชธานีนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปรับปรุงศาลากลางหลังเก่าของจังหวัดนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นศูนย์บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2484 สมัยหลวงบริหารชนบท(ส่าน) เป็นข้าหลวงประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนจาก นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นสถาปัตยกรรมแบบ “โมเดิ
- ‹ previous
- 3 of 6
- next ›









